นิทาน นิทานอีสป อีสป เรื่องเล่า

ประวัติ อีสป ทาสชาวกรีก สู่นักเล่านิทาน ที่กลายเป็นตำนาน

Home / ตัวละครการ์ตูน / ประวัติ อีสป ทาสชาวกรีก สู่นักเล่านิทาน ที่กลายเป็นตำนาน

เชื่อว่าหลายๆ คนต้องคุ้นกับคำว่า นิทานอีสป มาตั้งแต่เล็กๆ นิทานเรื่องสั้น ฟังสนุก และมีคติสอนใจในตอนท้าย ที่พ่อแม่มักเล่าให้ลูกฟังก่อนนอน หรือคุณครูเอามาอ่านให้ฟัง แต่จะมีสักกี่คน ที่อยากรู้ ว่าจริงๆ แล้ว ที่มาของคำว่า นิทานอีสป เป็นมายังไง ทำไมถึงเรียกแบบนี้ เราไปย้อนดูถึงต้นกำเนิดกัน

นิทานอีสป เป็นชื่อเรียกนิทานที่ถูกเล่าโดย อีสป นักเล่านิทานชาวกรีก ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 620 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งก็เกือบสามพันปีที่แล้ว การจะสืบหาประวัติจึงยากมากๆ เลยมีประวัติเขาออกมามากมายหลายแบบ ตามแต่นักค้นคว้าประวัติจะพอคาดเดา หรือหาหลักฐานได้จากที่ต่างๆ

อีสป เป็นชาวกรีก เป็นทาสโดยกำเนิด เขาอาศัยอยู่ที่เมืองซาร์ดิส บนเกาะซามอส ของประเทศกรีก เกาะนี้ตั้งอยู่ที่นอกชายฝั่งของประเทศตุรกีในปัจจุบัน อีสปเป็นคนพิการ รูปร่างอัปลักษณ์ แต่เขามีจิตใจที่งดงาม เริ่มแรกนั้นอีสปมาจากเทรซซึ่งเป็นนครรัฐแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ ปัจจุบันเทรซเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกรีกและบัลแกเรีย

นายทาสของอีสปเป็นชาวเกาะซาโมส (Samos) คนแรกชื่อ Xanthus และคนที่สองชื่อ Jadmon ซึ่งตอนที่อยู่กับ Jadmon นั้น อีสปมักจะใช้เวลาว่างในการไปเล่านิทานให้ชาวเมืองฟัง ซึ่งมีเนื้อเรื่องสนุกสนานแถมยังสอดแทรกคติสอนใจไปอย่างเแนบเนียน จนกลายเป็นที่รู้จักดีในท้องถิ่นนั้น Jadmon เห็นแก่ความมีไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขา จึงปลดปล่อยอีสปให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส

เมื่ออีสปได้รับอิสรภาพนั้น เขาก็จริงจังในการแต่งนิทานเล่าให้ผู้คนมากมายได้ฟัง จนมีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับเชิญให้ไปทำงานอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์เครซุส ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรลิเดียของเอเซียไมเนอร์ ขณะนั้น ราชสำนักแห่งนี้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ฉลาดรอบรู้อยู่แล้วหลายท่าน เช่น โซลอน แห่งกรุงเอเธนส์ และเทลีส แห่งมิเลทัส เป็นต้น หากแต่ว่า กษัตริย์เครซุสก็ทรงโปรดปรานอดีตทาสผู้นี้อย่างรวดเร็ว เพราะอีสปสามารถถวายทั้งความสนุกสนาน และแง่คิดในด้านต่างๆ แก่พระองค์ อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำให้ทรงเรียนรู้ความจริงหลายอย่างเกี่ยวกับการบ้านการเมือง จากการฟังนิทานของอีสปมากกว่าจากการสนทนากับนักปราชญ์ประจำราชสำนักคนอื่น ๆ

ตัวละครในนิทานของอีสปนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ ด้วยเพราะว่าในสมัยนั้น การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอนคนให้มีความเชื่อ ถือว่าเป็นงานของนักปราชญ์ หรือศาสนา หากใครตั้งตนขึ้นมาเป็นผู้นำความคิด จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มด ซึ่งมีโทษถึงตาย ดังนั้นอีสป จึงหลีกเลี่ยงการสั่งสอนให้คนทำความดี มีคุณธรรม แบบตรงๆ ไม่ได้ จึงใช้เหล่าสัตว์มาแทน เป็นเหมือนการเล่าเรื่องเพื่อความสนุกสนานมากกว่าการสั่งสอน เช่น สิงโต เป็นตัวแทนของผู้มีอำนาจ ผู้ปกครอง หนู หมายถึงผู้ต่ำต้อย ลา หมายถึง ผู้ที่ด้อยสติปัญญา หมาจิ้งจอก หมายถึง คนเจ้าเล่ห์ และอีกมากมาย ที่เขานำมาอุปมาอุปไมยให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ

ช่วงชีวิตสุดท้ายของอีสปนั้น มีการบอกเล่าหลายแบบ บางเล่าว่า เขาถูกส่งไปยังเมืองเดลฟิ (Delphi) พร้อมกับทองคำจำนวนมาก ให้นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน แต่เกิดเหตุวุ่นวายชาวเมืองแย่งชิง และจับอีสปฆ่า บางทฤษฎีเสนอว่า อีสปเห็นประชาชนเกิดความโลภ เขาจึงปฏิเสธที่จะแจกจ่ายทองคำเหล่านั้นและนำทองกลับคืนราชสำนัก ชาวเมืองเดลฟิจึงโกรธแค้นอีสป กล่าวหาว่าเขาไร้ความซื่อสัตย์ จึงจับเขามาสำเร็จโทษในฐานะอาชญากรสาธารณะ โดยมิได้หวาดกลัวว่าเขามีฐานะเป็นราชทูต

แต่อีกทฤษฎีเสนอว่า กษัตริย์เครซุสส่งเขาไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตที่เมืองเดลฟิ แล้วอีสปได้เล่านิทาน โดยใช้สัตว์เป็นสัญญาณบอกความจริงเกี่ยวกับความอยุติธรรมทางการเมืองให้ชาวเมืองรู้ การกระทำของเขาได้จุดไฟแห่งความโกรธแค้นแก่นักการเมืองแห่งเมืองเดลฟิอย่างมาก นักการเมืองเหล่านี้จึงคิดกำจัดอีสป โดยการแอบเอาขันทองศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารเทพอะพอลโลไปใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นขโมย ในที่สุด อีสปจึงถูกตั้งข้อหาว่ากระทำการลบหลู่ชาวเดลฟิอย่างร้ายแรง เขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิต โดยถูกโยนลงมาจากหน้าผาสูงจนถึงแก่ความตาย

แม้สาเหตุการตายของอีสปยังเป็นที่คลุมเครือ แต่ที่แน่ๆ คือ เขากลายเป็นนักเล่านิทานในตำนาน ที่ยังมีการเล่าขานถึงความสามารถและไหวพริบของเขาอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้จะเกิดมาเป็นทาส และนิทานที่เขาเคยเล่า ไม่ได้ตายไปพร้อมกับชีวิตของเขา หากแต่มีการเล่าปากต่อปาก กระจายไปวงกว้าง จนชาวเอเธนส์ผู้หนึ่ง ชื่อลีซิฟัสก็ได้ปั้นรูปของอีสปตั้งไว้ข้างหน้าของอนุสาวรีย์ยอดนักปราชญ์ ทั้งเจ็ดของชาวเอเธนส์ ซึ่งถือได้ว่าอีสปได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับยอดนักปราชญ์ ผู้โด่งดังของชาวเอเธนส์ในยุคนั้นทีเดียว

นิทานอีสปได้รับการเผยแพร่เรื่อยมา แต่ไม่มีการจัดบันทึกเป็นหลักฐาน จนหลายศตวรรษต่อมา จึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ เช่น จะเห็นได้จากหลักฐานของแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ และฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแรกแห่งโรมัน ก็เป็นผู้หนึ่งที่รวบรวมเรื่องราวของนิทานอีสปเอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานบอกว่าชาวกรีกผู้หนึ่งชื่อว่า เดมิตริอุส ได้รวบรวมนิทานอีสปโดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมามีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคน จนพระที่ชื่อ มาซิมุล พลานูด ได้แปลนิทานอีสปจากภาษาลาตินเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1400 นับแต่นั้นมา ชาวยุโรปได้แปลนิทานอีสปให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตน แต่คติและข้อคิดอันเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้ แล้วก็กระจายไปทั่วโลกในไม่ช้า ส่วนประเทศไทย นิทานอีสป ก็ถูกนำเข้ามาเผยตั้งแต่รัชกาลที่ 3

รายละเอียดชีวิตของอีสป ยังมีอีกหลายทฤษฎี ใครอยากลองอ่านด้านอื่นเพิ่มเติม ก็ไปอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือเหล่านี้

1.งานวรรณกรรมโบราณชื่อ The Aesop Romance ที่เล่าชีวิตอีสปเป็นตอน ๆ

2.“Life of Aesop, Anno Domini 1632” โดย M. Claude Gaspard Bachet de Mezeriac

3. Aesop’s Fables โดย George Fyler Townsend

4.The Fables of Aesop โดย Joseph Jacobs

5.The Fables of Aesop โดย David Nutt